posted on 12 Sep 2009 14:21 by deknoi
คงจะมีอะไรซักอย่างบนโลกนี้ คงจะมีพลังอะไรอยู่ในนั้น เป็นแรงดึงดูดใน ดึงดูดใคร อะไรอะไร ฮีม … หืม ...มาพบกัน โลกใบนี้จึกผูกพัน เป็นคู่กันเหลือเชื่อ ... (แรงดึงดูด ทีโบน ) เคยคิดไหมว่า การพบเจอ รู้จักกัน ของใครต่อใคร บนโลกใบนี้เป็นเรื่องมหัศจรรย์ แปลกที่คนสองคน มารักกันผูกพันกันทั้ง ๆ ที่คนสองคนนั้น อยู่ห่างไกล งานแต่งงาน เป็นภาพที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ของ คนสองคน บนเวที คู่บ่าว – สาว ฉันถูกเชิญมาเพื่อเป็นแขกมานั่งอิจฉา คน 2 คน “อิจฉา” ฉันไม่ค่อยชอบความรู้สึกแบบนี้
แต่มันมักจะเกิดกับฉันบ่อย ๆ เพื่อน ๆ ของฉันทยอยแต่งงานกันไป เท่าที่ฉันได้รับบัตรเชิญ นับ ๆ แล้วเหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังไม่แต่งงาน งานแต่ง
งานของเพื่อนสมัยเรียนมัธยม เพื่อนคนนี้ของฉัน เธอเป็นคนเซี๊ยว ๆ ห้าว ๆ แล้วก็ตรง ๆ พูดแบบมะนาวไม่มีน้ำ เป็นสาวช่างฝัน ชอบ J-PoP K- PoP มาก อ่านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น แล้วสิ่งหนึ่งที่ฉันจำได้แม่นคือ เธอบอกว่า “เธอจะไม่แต่งงาน” ฉันกลับมานั่งคิดตอนนี้ ว่า.. คงจะจริงที่มีใครเคยบอกไว้ว่า ในโลกนี้มีความลับที่ลับสุดยอดอยู่ 2 เรื่อง คือ
เรื่องแรก คือ อย่าถามอายุจริง ๆ ของผู้หญิงแก่
เรื่องที่สอง คือ อย่าเชื่อเป็นอันขาดถ้าเด็กสาวบอกว่าชาตินี้เธอจะไม่แต่งงาน
เพราะว่าวันนี้เธอคนนั้นกำลังยื่นมือส่งให้กับชายหนุ่มอีกคนหนึ่งจับเอาไว้
ดูมีความสุข จนฉันอดนึกอิจฉาไม่ได้จริง ๆ เพื่อนฉันคนนี้เธอบอกกับพิธีกร ที่ถามเธอบนเวทีว่า ทำไมเธอถึงตัดสินใจแต่งงานกับเจ้าบ่าว
เธอตอบว่า เมื่อเธอกับเจ้าบ่าวเจอกัน เหมือนมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่างให้เค้าสองคนไม่อยากแยกจากกันถึงแม้ว่าเค้าสองคนจะอยู่ห่างไกลกัน จนต้องลงเอยเป็นการแต่งงาน เพลงแรงดึงดูดของทีโบนได้รับการขับร้องจากคู่บ่าว – สาว เป็นผลให้ฉันขับรถกลับจากงานแต่งงานพร้อมกับฮัมเพลงนี้ไปด้วยและยิ้มให้กับผู้ร่วมทางบนถนนด้วยความสุข
posted on 13 Aug 2009 17:53 by deknoi
วงกระเพื่อมของน้ำ
เวลาที่เราหย่อนก้อนหินลงไปในน้ำ ทันทีที่ปล่อยมือก้อนก็จะจมน้ำหายไป แต่วงน้ำที่กระเพื่อมจากการกระทบของก้อนหินกับผิวน้ำนั่นสิ มันได้กระจายกว้าวไกลออกไปเรื่อยๆ เสียแล้ว
และถึงแม้เราจะพยายามลืมก้อนหินนั้นสักเท่าใด วงกระเพื่อมของน้ำมันก็ไม่หยุดหรอก มันยังคงแผ่กินเวลาต่อไปอีกนาน
และเช่นเดียวกัน แม้คนที่พูดว่าคุณนั่น จะย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้วก็ตาม วงกระเพื่อมจากคำพูดของเขาก็ยังคงทำร้ายคนคนหนึ่งจนถึงบัดนี้
คำพูดของคนนี่สำคัญนะ พูดอะไรออกไปนี่ มันสร้างผลอะไรตามมาอีกมากมายอย่างไม่รู้ตัว ยิ่งกับคนที่เป็นคนที่เราเชื่อถือด้วยแล้ว ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะผู้ที่นับถือนั้นมีค่อนข้างมากกว่าคนอื่น
บางครั้งต้องลองทำ.....เดินหน้าสู้ความจริง
มันมีความจริงอะไรที่ต้องเผชิญหรือ ?
สิ่งเกิดขึ้นล้วนเป็นแรงกระเพื่อมของน้ำที่ต่างคนต่างโยนหินใส่ลงในน้ำ ผิวน้ำมันเกิดวงคลื่นปั่นป่วนไปหมด
มันป่วนจนไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร ไม่รู้ว่าตอนที่น้ำนิ่งๆ มันเคยเป็นอย่างไร ต่างคนต่างใส่ความคิดคำนึงและอารมณ์เฉพาะตัวของตัวเองลงไปในบ่อน้ำแห่งมิตรภาพ คนรักกันไม่รู้กี่คู่ เพื่อนสนิทกันไม่รู้กี่กลุ่ม ต้องแตกหักร้างลากันเพราะวงกระเพื่อมอย่างนี้
เพราะฉะนั้นต้องหันหน้าคุยกัน เปิดอกคุยกัน ว่าทำอะไรไม่ดีไปบ้าง และคนอื่นทำอะไรที่ไม่ดีกับเราไว้บ้าง ถ้าเปิดวงสนทนากันอย่างนี้ ได้ผลน่ะ ลองดู อาจมีน้ำตาบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับการปรับความเข้าใจ
การคุยกันอย่างนี้ทำให้น้ำนิ่ง
ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ของชีวิตคน เราจะสัมพันธภาพกับคนอื่นได้สักกี่คน ต่อให้เป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยมก็เถอะไม่มีทางเกินร้อยคน
ให้บ่อน้ำแห่งมิตรภาพเชื่อมเราไว้อย่างน้ำที่ใสและนิ่งดีกว่านะ มัวแต่จะขว้างหินใส่กันมาเรื่อยๆ นี่ ไม่เพียงแต่จะสร้างวงกระเพื่อมให้เต็มบ่อขึ้นมาทำให้น้ำขุ่นเอาได้
ถึงทีนี้..... รอให้ใสนี่มันไม่ง่ายเสียแล้ว
ดัดแปลงมาจาก หนังสือ มะเฟืองรอฝาน
ประภาส ชลศรานนท์
posted on 21 Apr 2009 16:45 by deknoi
ลูกเคยอยากทำมาสารพัดอย่าง เธอหยิบจับงานด้วยความเชื่อมั่น เธอเปลี่ยนงานบ่อย แต่ภาคภูมิในสิ่งที่ทำเสมอ
เธอจะวางดอกไม้ฝีมือเธอบนโต๊ะ และแม้ว่าเป็นการจัดครั้งแรก เธอก็จะเชิดหน้า และบอกว่าคือแจกันที่สวยที่สุดในโลก แต่เธอกลายเป็นอีกคนเมื่อเขียนหนังสือ ถ้าฉันถามถึงการเขียน เธอจะก้มหน้าแล้วพูดอ้อม ๆ แอ้ม ๆ คอยแต่ทำท่าอย่างกับเธอเป็นนักเขียนกระจอก ๆ เธอใช้คำว่ากิ๊กก๊อก "แม่อย่าคาดหวังมากนะคะ หนูยังเป็นนักเขียนกิ๊กก๊อกเท่านั้น" นั่นไม่เหมือนลูกสาวฉันเลย ฉันอยากให้เธอเป็นอย่างอื่น เป็นในสิ่งที่สามารถเดินเชิดหน้าอย่างทะนง ฉันปวดใจทุกครั้งยามนึกถึงลูกนั่งตัวลีบตัวงออยู่ในโลกของการเขียน
ฉันไม่เคยจินตนาการถึงภาพที่กำลังเห็น ลูกนั่งตัวตรงบรรจงเขียนข้อความบนหนังสือ ก่อนส่งคืนเพื่อนของฉันด้วยสองมือ ดวงตาเธอแววาวไปด้วยน้ำ รอยยิ้มหวานฉ่ำไปทั้งหน้าลูกกำลังส่งหัวใจให้พวกเขาหรืออย่างไร
เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ ชื่อเรื่อง มีไว้เพือซาบของ อุรุดา โควินทร์
ฉันซื้อหนังสือเล่มนี้ เมื่อประมาณเดือนตุลาคม ปีที่แล้ว หรือสองปีที่แล้วฉันไม่แน่ใจ
ฉันมักจะซื้อหนังสือแล้วจะอ่านรวดเดียวจบ แล้วเมื่อเวลาผ่านไปเวลาฉันอยู่ว่าง ๆ จะจับหนังสือพวกนั้นกลับมาอ่านใหม่
บางครั้งถ้าฉันอ่านหนังสือเล่มไหนแล้วรู้สึกชอบมักจะนำเรื่องในหนังสือมาเล่าต่อให้เพือนฟัง แล้วเพื่อนมักจะยืมหนังสือของฉันไปอ่านต่อ ฉันรู้สึกดีที่เพื่อนยืมหนังสือไปอ่านต่อ รู้สึกว่าอย่างน้อย ๆ เรายังเพื่อนอ่านหนังสืออยู่ด้วย
เอ่อ แล้วเวลาที่ฉันไปนั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ ในห้องสมุดสาธารณะทั่วไป ไม่ว่า จะเป็นมหาวิทยาลัยหรือ ห้องสมุดประชาชนต่าง ๆ
ความรู้สึกมักจะต่างกันไป ในแต่ละครั้งที่เข้าไป บางครั้งฉันรู้สึกว่ามีใครบางคนจ้องมองฉันอยู่ ครั้งละนานๆ โดยที่ไม่ได้พูดอะไร
แต่พอฉันเงยหน้าจากหนังสือขึ้นแล้วมองไปรอบ ๆ กลับไม่มีใครที่ฉันรู้สึกว่าเค้ากำลังมองฉันอยู่ อาจจะเป็นเพราะฉันระแวงไปเองก็เป็นได้ หรืออาจจะใครจ้องมองฉันอยู่จริง ๆ ก็ได้ ทำให้คิดได้ว่า จริง ๆ คนเรา น่าคุยกันมีเพื่อนร่วมโลก แลกเปลี่ยนความคิดกัน เคยมีไหม เวลานั่งในรถเมล์ รถโดยสาร แล้วนั่งจ้องตากันแล้วไม่พูดอะไรทั้งๆ ที่คนสองคนน่าจะรู้จักกัน
posted on 27 Feb 2009 11:39 by deknoi
การที่คนเราจะตัดสินใจที่จะนำพามาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ทำให้คน ๆ นั้น ต้องคิดมากรึเปล่านะ ?
ฉันเองกำลังจะตัดสินใจครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิต ตอนนี้ฉันเรียนจบแล้ว ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยของรัฐ
การเข้าสู่ชีวิต การทำงาน มันจะนำการเปลี่ยนแปลงอะไรเข้ามาในชีวิตฉันบ้างน่ะ
มีทั้งความกังวล ตื่นเต้น ผสม ๆ กัน อยากเรียกความมั่นใจให้กับการตัดสินใจของตัวเองจังเลย
ในเมื่อตัดสินใจไปแล้ว ก็ต้องสู้ ต่อไป
posted on 13 Jan 2009 19:30 by deknoi
เป็นเรื่องสั้นๆ ที่นำมาจากหนังสือรวมเรื่องสั้นๆชื่อ พลอยเก้าสี ของคุณแก้วเก้า
เห็นว่าเนื้อหาสนุกดีเลยนำมาแบ่งปันกันค่ะ
ฝนตกก็แช่ง ผนแล้วงก็ด่า
มนุษย์ขี้เหม็น เคี่ยวเข็ญเทวดา
น้อยใจเมียเฒ่าผูกคอลาโลก
เมื่อเวลา 22.30 น. วันที่ 10 มกราคม ร.ต.อ. สมชาย กำลังดี ร้อยเวร สภ.อ. หนองเสือ จ.ปทุมธานี ได้รับแจ้งว่ามีคนผูกคอตาย ที่ ต.นพรัตน์ อ.หนองเสือ จึงรุดไปที่เกิดเหตุ พบศพนายฉาบ แจ่มห้าง อายุ 72 ปี ใช้ผ้าขาวม้าผูกคอกับกิ่งมะขามใหญ่ ญาติดพี่น้องนำส่งโรงพยาบาลแต่นายฉาบเสียชีวิตเสียก่อน
จากการสอบสวนนายเยื้อนสดดี วัย 70 ปี เมียผู้ตายให้ปากคำด้วยน้ำตานองหน้าว่า อยู่กินกับนายฉาบมาตั้งแต่หนุ่มสาวจนแก่ หลัง ๆ นี้ มีปากเสียกันเป็นประจำ ครั้งสุดท้ายก็ทะเลาะกันอีก ตนไล่นายฉาบออกจากบ้าน นายฉาบหายตัวไปสองวัน ไม่กลับมา ตนเป็นห่วงจึงออกมาตาม พบว่าเป็นศพไปแล้ว ตำรวจสันนิษฐานว่าน้อยใจเมียจึงผูกคอตาย
แถวคลอง 14 ไม่มีชาวบ้านคนไหนเลยที่ไม่รู้ชื่อและเสียงของตาฉาบและยายเยื้อน
ไม่ใช่เพราะแกเป็นคนมีชื่อเสียง หรือมีความดีเด่นเป็นพิเศษทางด้านไหน แต่เป็นเพราะเสียงของผัวเมียคู่นี้ดังไปไกลหลายร้อยเมตร ในแต่ละค่ำคืนจนทำให้ผู้คน.... แม้ว่าคนที่เพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ พลอยรู้จักชื่อผัวเมียบ้านนี้กัน
“เฮ้อ! โว้ย บ้านไหนโว้ย ด่ากันอยู่ได้ ตั้งแต่ค่ำยันรุ่ง คนจะนอนก็นอนไม่ได้ หนวกหูชิบ...”
“จะใครซะอีกล่ะ ยายเยื้อนกะตาฉาบ ทะเลาะกันด่ากันได้ทุกวัน หนังเหนียวจังแฮะ ไม่รู้จักตายกันไปข้างนึงให้รู้แล้วรู้รอด”
คำภาวนาของชาวบ้ารคงจะรวมกันได้มาก ซ้ำซากกันเข้าจนเกิดกระแสแรงกล้า ก้องไปถึงหูเทวดา รวมทั้งพลังจากคำอธิฐานพร่ำแช่งด่าของยายเยื้อนเข้าด้วย
“เมื่อไหร่มึงจะตาย ๆ ไปซะให้หายรกโลก หา! ไอ้เฒ่า เกิดมามคงเคยทำอะไรมั้ยที่ทำให้คนเค้าชมมึงได้ ไม่มีซักอย่าง แก่จนป่านนี้แล้วมึงก็ยังหาดีไม่ได้ กูขอ....... เจ้าประคู้ณ กูยกมือไหว้เจ้าพ่อ เจ้าแม่ทั่วทุกสารทิศ ขอให้มาเอามึงไปลงนรกซะที กูได้นอนตาหลับ”
“เออ ...เออ...มึงด่ากู มึงแช่งกู แล้วตัวมึงเกิดมามึงเคยทำอะไรให้กูมั่ง มีแต่บ่น มีแต่ด่า ทรมานทรกรรมกู....มึงนั่นแหละ ถ้ากูตายไปมึงจะเสียใจ”
“โอ๊ยตาย! กูจะหัวร่อให้ฟันหักหมดปาก อย่างกูน่ะเรอะจะเสียใจ มึงตายเมื่อไหร่กูจะยี่เก มาฉลองสามวันสามคืน เฮ้อ! เบื่อเหลือทน แก่จนป่านนี้แล้วยังไม่รู้จักตาย เจ้าประคู้ณ เทวดา เจ้าป่าเจ้าเขา เจ้าพ่อ เจ้าแม่ มาลากไอ้แก่ไปซะทีเทิ้ด”
เพราะเหตุที่เทวดาฟังคำอธิบายของยายเยื้อนนี่เอง ในคืนนี้ เสียงด่าแสบแก้วหูจึงสูญหายละลายไปเป็นปลิดทิ้ง มีแต่ความเงียบเหงาวังเวงครอบงำบ้านของสองตายาย ถ้าไม่นับเสียงสะอื้นแผ่วๆ ของยายเยื้อน ที่นั่งกอดเข่าอยู่ในวงล้อมของลูก ๆ หลาน ๆ
เรื่องยังไม่จบค่ะ