posted on 17 Apr 2006 12:26 by deknoi
การริเริ่มที่จะเขียนเรื่องของนักเขียนคนนี้ ก็อันเนื่องมาจากว่าฉันได้เข้าไปที่บล็อกของคุณคิมเบอร์รี่ และไปเห็นภาพของนักเขียนคนนี้ และฉันก็คิดอะไรบางอย่างได้ว่าฉันน่าจะนำเรื่ องของเขามาเผยแพร่ ซึ่งฉันไปคัดลอกมาจาก http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=340 ซึ่งฉันเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับคนที่คิดจะเป็นนักเขียนในอนาคต
บทสัมภาษณ์วินทร์ เลียววาริน |
|

ต้องยอมรับว่า ด้วยรางวัลซีไรต์ถึง 2 สมัยซ้อน จาก ประชาธิปไตยบนเส้นขนานจนมาถึงรวมเรื่องสั้นชุดสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ทำให้คนอ่านหนังสือรู้จักผู้ชายชื่อ วินทร์ เลียววารินทร์ มากขึ้น อะไรที่ทำให้สถาปัตยกรหนุ่มละทิ้งรายได้งามอันเป็นกอบกำของงานโฆษณามายึดอาชีพนักเขียนอย่างเช่นทุกวันนี้ และหลังจากที่ประตูวรรณกรรมได้เปิดอ้ารับนักเขียนนาม วินทร์ เลียววารินทร์แล้ว อะไรทำให้เขาเดินทางต่อมาได้อย่างยาวนาน เชื่อว่ามันเป็นเรื่องที่หลายๆคนอยากรู้ ผู้ชายที่ใครหลายคนยอมรับ ให้เป็นสัญลักษณ์ของงานเขียนแนวทดลอง
ก่อนที่จะเข้ามาทำงานเขียน คุณวินท์ทำอะไรมาก่อนคะ
ผมทำงานทางด้านโฆษณามาก่อน
แล้วตอนนี้ถือว่าตัวเองเป็นนักเขียนอาชีพหรือยัง
ตอนนี้ผมเป็นนักเขียนอาชีพมา 3 ปีกว่าแล้วครับ
ต่างกันไหมคะ ชีวิตนักเขียนอาชีพกับที่เคยทำงานทางโฆษณาไปด้วย
มันก็ต่างกันตรงเม็ดเงินล่ะครับ เพราะนักเขียนอาชีพเม็ดเงินมันจะน้อยกว่าการทำอาชีพประจำในงานธุรกิจที่มันให้เงินมากกว่า แต่อย่างน้อยเราก็ถือว่าอาชีพนักเขียนมันได้อิสระในการทำงานมากกว่า แล้วก็มีความสุขมากกว่า
แล้วอะไรทำให้คุณวินทร์เข้ามาในเส้นทางนักเขียน
มันคงเป็นความรู้สึกเก็บกดอยู่ข้างใน ที่อยากจะระบายความรู้สึกหรือความคิดเห็นบางอย่าง เกี่ยวกับสังคม การเมือง หรือหลายๆเรื่อง ที่เราอยากพูดออกมาบ้าง แต่เราไม่อยากพูดออกมาในเชิงความเห็นตรงๆ
แต่อยากจะถ่ายทอดออกมาในแนวศิลป์ จึงกลายเป็นการถ่ายทอดในเชิงเรื่องสั้นหรือนวนิยาย มันก็เลยกลายเป็นที่มาของการเป็นนักเขียนไปโดยปริยาย
บนเส้นทางการมาเป็นนักเขียน ถือว่าขรุขระหรือราบเรียบขนาดไหน
ผมไม่ถือว่าขรุขระ แต่ไม่ถึงว่าราบเรียบ เพราะผมทำงานหนักและจริงจังมาตลอด เวลาเขียนก็เขียนจริงจัง ฝึกก็ฝึกจริงจังอย่างต่อเนื่อง มันก็เป็นไปตามขั้นตอนของมัน ก็ดูค่อนข้างจะไม่มีปัญหาอะไร
คือมันไม่ได้หมายความว่าคุณเขียนเรื่องหนึ่งปุ๊บ ปีหนึ่งมีผลงานรวมเล่มเลย มันใช้เวลาหลายปีกว่าคุณจะมีผลงานออกมา แต่ว่ามันก็ไม่ถึงกับยากเย็น เพราะเราฝึกมาตลอด ไม่ได้ท้อถอย จนกระทั่งมันเข้าที่เอง
ในช่วงแรกๆ ที่ส่งงานคงต้องมีที่ลงตะกร้าบ้าง ตอนนั้นมองว่าอย่างไร
การส่งเรื่องไปลงนิตยสาร และบรรณาธิการอ่านแล้วทิ้งเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว คือนักเขียนคนไหนที่ไม่เคยผ่านตะกร้ามาก่อน ก็ถือว่าไม่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นนักเขียนที่สมบูรณ์นะ เพราะเก่งเกินไป ผมยังไม่เคยเจอนักเขียนที่ได้รับการตีพิมพ์งานทุกชิ้น โดยไม่เคยโดนทิ้งลงตะกร้าเลย
มีนักเขียนบางคนบอกว่า เพราะเจอบรรณาธิการคนนี้ถึงมีเขาขึ้นมาได้ แล้วอย่าง คุณวิทนร์ล่ะคะ มีบรรณาธิการการที่มีอิทธิพลกับคุณหรือเปล่า
บรรณาธิการคือคุณสุชาติ สวัสศรี เป็นบรรณาธิการนิตยสาร ช่อการะเกดในสมัยนั้น เมื่อประมาณสัก 10-20 ปีที่แล้ว ท่านเป็นคนที่สร้างนักเขียนใหม่ๆ ออกมาจำนวนหนึ่ง เป็นนักเขียนในเชิงวรรณกรรมออกมา ท่าน เป็นคนที่อ่านงานของนักเขียนอย่างละเอียด วิภาควิจารณ์ คัดเรื่องเรื่องมาลง เปิดโอกาสให้นักเขียนใหม่ๆก้าวขึ้นมาจำนวนมากทีเดียว ถือว่าเป็นบรรณาธิการคุณภาพระดับสูงคนหนึ่งของเมืองไทย
ทำงานเขียนมาถึงวันนี้ คิดว่าตัวเองมีพัฒนาการในด้านไหน อย่างไรบ้างคะ
มันคงไม่ได้ว่าด้านไหน คือในปัญหาแรกของคนทีเริ่มเขียนหนังสือ มันอาจจะมี 2 ข้อ ข้อแรกคือการคิดพล็อตเรื่องให้มันกลมกลืนกันออกมา และอีกข้อคือการใช้ภาษา ทั้ง 2 อย่างนี้ต้องฝึกทั้งคู่
ปัญหาโดยส่วนตัวของผมจะเป็นปัญหาการใช้ภาษามากกว่าการสร้างพล็อตเรื่อง เพราฉะนั้นผมจะพยายามฝึกในส่วนที่ผมอ่อนตรงจุดนั้น พยายามจะเป็นนายของภาษาให้ได้
ถ้าเราเปรียบการทำงานในแง่จิตกรรม เวลาที่คุณวาดรูปนี่ คุณต้องใช้พู่กันใช้สีให้แม่น นั้นคือการใช้ภาษา ส่วนจะวาดรูปอะไรพิสดารอย่างไรนั้น นั่นคือพล็อตเรื่อง
เพราะจุดด้อยด้านภาษาด้วยหรือเปล่าที่ทำให้งานของคุณวินทร์ นำเสนอออกมาเป็นงานเขียนแนวทดลอง
เป็นไปได้ในระยะแรกๆแต่ไม่ใช่ในระยะหลัง ซึ่งในระยะแรกๆ ก็ไม่เชิงซะทีเดียวว่าเราใช้ภาษาไม่ดี เราถึงนำเสนอในเชิงทดลอง แต่เพราะเราชอบงานในแนวทดลองอยู่แล้ว เราอยากจะสร้างงานทีมันแปลกๆถ้าเป็นไปได้คือ ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในยุคแรกๆนี่ ผมมักจะทำงานแบบนั้น คือรู้สึกสนุกกับมัน มันเหมือนกับว่าเราไม่ใช่นักเขียน เราเป็นนักเป็นนักประดิษฐ์มากกว่า แต่พอเราทำงานผ่านมาสัก 10 กว่าปี เราก็รู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องไปในแนวนั้นตลอดเวลา เราสามารถเป็นอิสระได้มากกว่านั้น เราอาจทำงานที่พิสดารกว่านั้น หรือไม่ต้องพิสดารก็ได้ อยู่ที่เนื้อหาหรือประเด็นที่เราพูดมากกว่า
คุณวินทร์มีขั้นตอนในการทำงานเขียนอย่างไร
มันอยู่ที่ประเด็นที่เราจะเขียน สมมุติว่าเราอ่านหนังสือพิมพ์ เจอข่าวอะไรบางอย่างที่เราคิดว่าเราจับประเด็นได้ คือมันอาจจะหลุดออกมาในลักษณะเป็นพล็อตเรื่องเลยก็ได้ หรือบางทีเราได้ประเด็นมาก่อน มาสร้างเรื่องที่หลังก็ได้ แล้วแต่สถานการณ์ และก็แล้วแต่ช่วงเวลานั้นว่าเราคิดอะไรอยู่ มันเป็นไปได้ทั้งคู่ มันมี 2 วิทีที่จะสร้างเรื่องขึ้นมา ถ้ามีพล็อตเรื่องอยู่แล้ว เราอาจพูดคร่าวๆเช่นถึงครอบครัวที่มีปัญหาแล้วค่อยๆใส่รายละเอียดลงไป แต่ถ้าเรามีประเด็นล้วนๆไม่มีเรื่อง เราก็สามารถสังเคราะห์เรื่องออกมา แบบนี้เป็นกระบวนการสังเคราะห์เรื่องออกมาจากกระดาษว่างเปล่า
ยกตัวอย่างเช่น ที่ผมเอานิยายภาพเก่าๆของคุณจุก เบี้ยวสกุล ที่เขาทำมาทั้งชีวิต ผมก็เอามายำใหม่เป็นนวนิยายเรื่องใหม่ ก็เอามาทำด้วยความสนุกสนาน ไม่ได้คิดว่ามันต้องเป็นงานที่วิเศษกว่าชิ้นเก่าที่เคยทำมาแล้ว
เวลาที่คิดงานเขียน เคยมี วินทร์มุขแป๊ก บ้างไหมคะ
ก็มี แ ป๊กเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าไม่แป๊กสิถึงจะแปลก แต่ในฐานะของนักเขียนอาชีพเราต้องรู้จักวิธีที่จะแก้ปัญหาเวลาคิดอะไรไม่ออก ยกตัวอย่างเช่น เวลาทำงาน ผมจะทำงานมากกว่า 1 โปรเจ็คในเวลาเดียวกัน อย่างเวลาเขียนงานรวมเรื่องสั้น ผมก็จะทำนิยาย หรือโครงการอย่างอื่นไปด้วย เวลาผมคิดไม่ออกในโครงการหนึ่ง ผมก็จะไปคิดในอีกอย่างหนึ่ง ผมไม่เสียเวลาไปคิดต่อไปบีบมัน เวลาสมองมันคลายตัวมันจะคิดกลับได้เอง บางครั้งเราคิดไม่ออกเพราะเราทำงานหนักเกินไป สมองเราไม่ได้พักแล้วมันก็วนเวียนในเรื่องที่คิดนั้น ทำให้เราคิดไม่ออก
|
เจอคำวิจารณ์มามาก มีแบบที่ชอบ และแบบที่รู้สึกว่าไม่สร้างสรรค์บ้างไหมคะ
ผมเจอบ่อย เจอทั้ง2 อย่าง ทั้งคำวิจารณ์ที่รับมาแล้ว เราเอาไปแก้ไขให้เรียบร้อย พัฒนาขึ้นมาได้
และในลักษะแบบที่ทำลายซะมากกว่า แต่เราก็ไม่ว่าอะไร นักวิจารก็คือนักวิจารณ์ มีสไตล์การวิจารณ์ที่ต่างกัน
แต่ว่าเราคนทำ เราต้องไม่ไปอารมณ์เสีย
ผมมองว่าทุกครั้งที่เขาวิจารณ์มา ก็ถือว่าเค้าอุตส่าห์เขียน เราจะต้องให้เกียติเขา บางที่สิ่งที่เขาพูดอาจจะถูก ก็จะดูว่าเขาพูดถูกรึเปล่า เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ซึ่งถ้าผิดเราก็แก้ มันไม่ได้เป็นเรื่องเสียหน้าซะหน่อย เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วที่งานชิ้นหนึ่งจะมีจุดผิดพลาด ถ้าเห็นว่าผิดจริงเราก็แก้ และยังขอบคุณนักวิจารณ์ด้วยซ้ำไป แต่ถ้ามาชี้ในเรื่องที่นานาจิตตังเป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกเฉพาะตัว ก็ไม่จำเป็นต้องแก้
งานเขียนที่ดีในมุมมองของคุณวินทร์ ต้องเป็นอย่างไร
มันก็อยู่ที่มุมมองของคนเสพ ว่าอ่านได้ลึกขนาดไหนด้วย เขาเข้าใจแค่ไหน เพราะฉะนั้นคุณวุฒิ วัยวุฒิของคนอ่านก็มีส่วนในการพิจารณางานแต่ละชิ้นไม่เหมือนกันด้วย งานบางชิ้นสำหรับบางคนอาจจะคิดว่าเลอเลิศบางคนอาจว่าธรรมดา เพราะฉะนั้น เรื่องนี้มันก็แล้วแต่คนที่อ่านด้วย
แต่ว่าโดยรวมผมว่างานที่ดีก็มีคุณสมบัติที่คล้ายๆกันอยู่แล้ว คือประเทืองอารมณ์เราได้ ให้ประเด็นแง่คิดที่ทำให้เราเอาไปคิดต่อ ชี้มุมมองอะไรบางอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน พูดง่ายๆคืออ่านแล้วเราเป็นคนที่สมบูรณ์ขึ้น ฉลาดขึ้น น่าจะเป็นสิ่งที่ดี
หนังสือหลายเล่มที่คุณวินทร์เขียน ดูเหมือนจะต้องมีข้อมูลมาก คุณวินทร์ได้ข้อมูลมากขนาดนี้มาจากไหน
ทุกอย่างมันหามาได้ อะไรที่เราไม่รู้ เราเรียนรู้ได้เสมอ ถึงแม้วันนี้ผมไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์หรือวิธีการเล่นหุ้น ผมก็ต้องไปศึกษาจนกระทั้งผมรู้ เพราะฉะนั้น ผมเชื่อว่าผมเขียนได้ทุกอย่างได้ในโลกนี้นะ อยู่ที่ว่าผมจะเขียนรึเปล่า
แล้วอะไรทำให้คุณสนใจมาเขียนแนววิทยาศาสตร์ ที่นับว่าเป็นแนวที่มีนักเขียนสนใจเขียนน้อยมาก
ผมชอบแนววิทยาศาสตร์มาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่เด็กๆ ได้อ่านของคุณจันตรี ศรีบุญรอดก็ชอบมากอยู่แล้ว ทุกครั้งที่อยู่กับมันก็มีความสุข พอโตขึ้นเริ่มจะเขียนหนังสือได้ ก็คิดว่าน่าจะลองดู สำหรับผมแล้วนิยายวิทยาศาสตร์เป็นแนวที่เขียนแล้วมีความสุขที่สุด มันเป็นช่วงเวลาที่ผมสามารถปลดปล่อยความรู้สึกอิสระจากทุกอย่างได้ มันไม่มีกฎเกณฑ์ในโลกใดๆบังคับผมได้ ไม่มีอะไรมาบอกว่าสิ่งที่คุณเขียนถูกหรือผิด นิยายวิทยาศาสตร์ก้าวพ้นจากขอบเขตตรงๆได้หมด สนุกได้เต็มที่เป็นอิสระมาก มันไม่เหมือนนิยายอิงประวัติศาสตร์หรือสังคมซึ่งมันต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง |
เดี๋ยวนี้เรามีเวทีมากขึ้น มีที่ทางนำเสนอผลงานมากขึ้น แต่ดูเหมือนงานส่วนใหญ่ที่ออกมาดูจะหนักไปทางนิยายรัก หรืองานตามกระแสเสียส่วนใหญ่
คือมันคนละเรื่องกัน การมีเวทีมากขึ้นมันเป็นสิ่งดี เพราะสมัยผมเขียนหนังสือไม่มีเวที ไม่มีนิตยสารมากขนาดนี้ เพราะฉะนั้นการมีเวทีมากขึ้นเป็นสิ่งที่ดีกับนักเขียน สามารถที่จะเลือกได้มากขึ้น
แต่ว่าการที่จะมาเขียนนิยายตามตลาด เช่นเห็นคนเขียนนิยายรักก็ลงไปเขียนตามตลาดด้วย อย่างนั้นก็แปลว่าคุณใช้การตลาดนำโจทย์ใน การเขียนหนังสือ ถ้าคุณเขียนนิยายรักเพราะคุณอยากเขียนจริงๆก็โอเค ไม่ว่าอะไร บางที่เราจะเห็นว่า พอมีกระแสสังคมไปทางไหนก็จะมีนักเขียนแห่ไปเขียนในแนวนั้นมากขึ้น ผมเพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่า การทำแบบนั้น โดยภาพรวมมันจะทำให้ตลาดมันเฝือ ไม่เกิดอะไรใหม่ โดยตัวนักเขียนเองก็จะถูกกลืนกับกระแสไปด้วย และกระแสที่มาเร็วก็มักจะไปเร็ว
ประสบความสำเร็จในประเทศมากขนาดนี้แล้ว คิดจะออกไปต่างประเทศไหม
คิดแต่ไม่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ จะใช้วิธีการแปลเป็นภาษาอังกฤษแทน ก็มีบางเล่มที่ทำไป เหตุผลไม่ได้ต้องการชื่อเสียงอะไรในต่างประเทศ แต่เป็นเหตุผลในทางเศรษฐกิจ ในฐานะของนักเขียนอาชีพ ถ้าเราสามารถที่จะส่งงานของเราออกไปได้ บางที่เราจะมีเม็ดเงินมาช่วยตัวเราเองมากขึ้น เพราะฉะนั้นประเด็นการส่งหนังสือ ของผมถือว่าช่วยตัวเองมากกว่า ไม่ได้ช่วยเหลือประเทศชาติ
ก็พยายามทำอยู่แต่ก็ยังไม่สำเร็จ เพราะว่าการโกอินเตอร์ไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น
ตอนนี้คิดว่าตัวเองมีงานชิ้นมาสเตอพีชหรือยัง ถ้ายังคิดจะทำไหม
ผมไม่คิดในเรื่องมาสเตอพีช เพราะว่าถ้าคิดแบบนั้นมันดูเหมือนมีอีโก้สูงมากไปหน่อย
ผมทำงานแต่ละชื้นให้ดีทีสุดในมาตรฐานมี่ผมกำหนดไว้ งานแต่ละชิ้นผมมี ISO ของผมคือ I See Okay ถ้าผมเห็นว่ามันโอเคมันก็โอเค ซึ่งบางเล่มก็อยู่ใน ISO ระดับสูง บางเล่มก็อยู่ใน ISO ระดับล่างๆของผม แต่รวมๆคือมันจะอยู่ในเส้นนี้ ถ้ามันต่ำกว่าเส้นนี้ก็ไม่ออกมา เพราะถ้าคุณส่งงานที่ต่ำกว่า ISO ออกมา โอกาสตายในอนาคตมีสูง ผมไม่คิดฆ่าตัวตายเร็วอย่างนั้น
แต่ว่างานคุณต้องมีมาตรฐานในระดับหนึ่ง แต่ถ้าคิดว่างานชื้นใหม่ต้องดีกว่าชิ้นเก่า ชาตินี้เราจะไม่มีงานชิ้นใหม่ออกมาเลย เพราะมันเป็นไปไม่ได้มันฝืนธรรมชาติของมนุษย์ ที่จะทำอย่างนั้น บางคนทำงานชิ้นหนึ่งดีมากแล้วหวังว่าชิ้นต่อไปจะต้องดีกว่านั้น มันยากมากนะครับ
ถ้าเราไม่เกร็งในจุดนี้ คิดว่าทำงานที่ดีออกมาก็แล้วกัน จะดีมากดีน้อยอีกเรื่องหนึ่ง แต่ก็ยังดีอยู่ก็โอเค
อยากให้ฝากถึงนักเขียนใหม่ๆที่กำลังคิดจะก้าวมาบนถนนนักเขียน
การเป็นนักเขียนอาชีพเป็นอาชีพที่โดดเดียวอยู่กับตัวเองอยู่แล้ว เป็นอาชีพที่ผลตอบแทนไม่สูง เพราะฉะนั้นถ้าเราเลือกที่จะทำอาชีพนี้ เราก็ควรใช้ประโยชน์จากมันให้เต็มที่ คือทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริงๆ สื่อสัตย์กับมัน เขียนในสิ่งที่ตัวเองเชื่อและชอบ นั้นคือรางวัลในตัวของมันเอง เพราะถ้าเป็นรางวัลที่เป็นตัวเงินมันไม่ค่อยมีเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นรางวัลแบบนี้จะเป็นรางวัลทางทางจิตใจที่มันสูงกว่า คุณมีความสุขในสิ่งที่ตัวเองชอบ และเชื่อ
ในขณะเดียวกันผมก็พยายามชวนคนใหม่ๆให้เข้าไปในที่ๆไม่ค่อยมีใครเข้าไป เช่นนิยายวิทยาศาสตร์ ก็ พยายามเชื้อเชิญอยู่ทุกวัน ผมเองก็ไม่มี ปัญญาเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ได้ตลอดไป ก็พยายามอยากจะเชื่อเชิญน้องๆให้เข้าไปให้มากขึ้น
|
|
| ผลงานของ วินทร์ เลียววาริณ |
|
ผลงานของ วินทร์ เลียววาริณ
อาเพศกำสรวล (รวมเรื่องสั้นแนวทดลอง 2537)
รางวัลดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ปี 2538
สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง (รวมเรื่องสั้นแนวหักมุม 2537)
รางวัลชมเชยจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ปี 2538
ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน (นวนิยาย 2537)
รางวัลดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ปี 2538
รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน(ซีไรต์) ปี 2540
หนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน (อายุ 16-18 ปี) พ.ศ. 2541-2542
เดือนช่วงดวงเด่นฟ้าดาดาว (รวมเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ 2538)
หนึ่งใน 88 เล่มหนังสือดีวิทยาศาสตร์ของ สกว. ปี 2544
สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน (รวมเรื่องสั้น 2542)
รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน(ซีไรต์) ปี 2542
หนึ่งในหนังสือดี 100 เล่มที่เด็กและเยาวชนควรอ่าน จาก สกว.
หนึ่งวันเดียวกัน (รวมเรื่องสั้นประกอบภาพ 2544)
หลังอานบุรี (รวมเรื่องสั้นหัสคดี 2544)
ปีกแดง (นวนิยาย 2545)
รางวัลดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ปี 2546
ปั้นน้ำเป็นตัว (รวมเรื่องสั้น-วิธีเขียน 2546)
ำ (หรรษารคดีโกหกผสมจริง 2546)
วันแรกของวันที่เหลือ (รวมเรื่องสั้นประกอบภาพ 2547)
ฆาตกรรมกลางทะเล (รวมเรื่องสั้นรหัสคดีชุด เสี่ยวนักสืบ 1 2547)
คดีผีนางตะเคียน (รวมเรื่องสั้นรหัสคดีชุด เสี่ยวนักสืบ 2 2547)
ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล (บทความวิทยาศาสตร์ 2548)
นิยายข้างจอ (เรื่องเล่าเกี่ยวกับหนังและหนังสือ 2548)
จรูญจรัสรัศมีพราว พร่างพร้อย (รวมเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ 2548)
รอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง (บทความเสริมกำลังใจ 2548)
เขียนร่วมกับ ปราบดา หยุ่น
ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 1(จดหมาย 2545)
ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 2(จดหมาย 2547)
ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 3(จดหมาย 2548) |
|
#1 By ~* นายจดหมายรัก ^^ on 2006-04-17 13:09